Key Takeaways
- ท่อ PPR มีกี่แบบ: แบ่งหลัก 3 แบบตามชั้นความดันและเส้นคาดสี คือ ไม่มีคาดสี/คาดน้ำเงิน (PN10), คาดขาว (PN20) และคาดแดง (PN20 เสริมใยแก้ว)
- ท่อ PPR คาดขาว คือ PN20 เนื้อพลาสติก PP-R80 ล้วน ทนความร้อนสูงสุด 95°C เหมาะกับงานน้ำร้อนทั่วไปที่เดินท่อระยะสั้น-กลาง
- ท่อ PPR คาดแดง คือ PN20 เช่นกัน แต่เสริมชั้นใยแก้ว (Fiber) ตรงกลางผนังท่อ ช่วยลดการยืด/ขยายตัวได้ราว 3 เท่า เหมาะกับงานเดินท่อระยะยาวหรืออุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย
- คาดขาวกับคาดแดง ต่างกันอย่างไร: รับแรงดันและทนความร้อนเท่ากันที่ 20 บาร์ / 95°C แต่ต่างกันที่โครงสร้างภายในและความนิ่งของแนวท่อในระยะยาว ไม่ใช่ที่ “ทนได้แค่ไหน” แต่คือ “ทนได้นิ่งแค่ไหน”
- วิธีเลือก: งานบ้านทั่วไป ระยะสั้น ใช้คาดขาวก็เพียงพอ ส่วนงานโครงการ อาคารสูง หรือเดินท่อระยะยาว แนะนำคาดแดง
หลายคนที่สนใจต้องการท่อ PPR ไม่ว่าจะนำไปเดินระบบท่อในบ้านหรือสำหรับโครงการ คำถามที่เรามักสงสัยกันคือ ท่อ PPR มีกี่แบบ? เพราะเราอาจเคยได้ยินกันมาว่าท่อ PPR มีประเภทแตกต่างกัน การใช้งานก็แตกต่างกันด้วย เช่น ท่อ PPR คาดขาวกับท่อ PPR คาดแดง ซึ่งสีที่ว่านี้จะบ่งบอกถึงสเปกการใช้งานที่แตกต่างกัน หากเลือกผิดก็อาจทำให้ท่อเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร
บทความนี้ Thai Pipe Plus จะพาไปทำความเข้าใจว่า ท่อ PPR มีกี่แบบ แล้วท่อ PPR คาดขาว และ ท่อ PPR คาดแดง ต่างกันอย่างไร เหมาะกับงานแบบไหน เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้ได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องรื้อเปลี่ยนภายหลัง
ท่อ PPR คืออะไร?
ท่อ PPR (Polypropylene Random Copolymer) เป็นท่อพลาสติกสีเขียว ผลิตจากพลาสติกเกรด PP-R80 คุณภาพสูง นิยมใช้ในระบบท่อน้ำประปา น้ำอุ่น และน้ำร้อนภายในบ้าน อาคาร โรงแรม โรงพยาบาล และโรงงานอุตสาหกรรม จุดเด่นของท่อ PPR คือการเชื่อมด้วยความร้อน ทำให้เนื้อท่อและข้อต่อท่อ PPR หลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้องใช้กาวหรือน้ำยาประสานเหมือนท่อ PVC ที่ช่วยลดปัญหาการรั่วซึมได้อย่างมากและมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 50 ปี
ท่อ PPR มีกี่แบบ?
โดยทั่วไป ท่อ PPR จะแบ่งออกเป็น 3 แบบตามชั้นความดันที่สามารถรับได้ (PN) และจุดสังเกตที่ง่ายที่สุดคือเส้นคาดสีบนตัวท่อ
- ท่อ PPR ไม่คาดสี ชั้นความดัน PN10 เหมาะกับงานประปาทั่วไปและน้ำเย็น
- ท่อ PPR คาดขาว ชั้นความดัน PN20 เหมาะกับงานน้ำเย็นที่มีแรงดันสูงและน้ำร้อนทั่วไป
- ท่อ PPR คาดแดง ชั้นความดัน PN20 เหมาะกับงานระบบน้ำร้อนแรงดันสูง
ท่อ PPR ไม่มีคาดสี
ระดับชั้นแรงดันมักอยู่ที่ PN10 สามารถทนอุณหภูมิได้ไม่เกิน 60°C ออกแบบสำหรับระบบน้ำเย็น ท่อน้ำประปาทั่วไป หรือท่อน้ำดี เป็นประเภทของท่อ PPR ที่มีผความหนาของผนังท่อน้อยที่สุดในกลุ่ม ไม่ควรนำไปใช้กับน้ำร้อน เพราะความร้อนจะทำให้ท่อเสียหายและเกิดการรั่วซึม
ท่อ PPR คาดขาว
ท่อ PPR คาดขาว คือท่อ PPR ระดับชั้นแรงดันอยู่ที่ PN20 (SDR6) หรือบางรุ่นอาจ PN16 สามารถทนอุณหภูมิได้ประมาณ 80°C – 95°C รับแรงดันได้สูงสุด 20 บาร์ ออกแบบมาสำหรับทั้งระบบน้ำเย็นที่มีแรงดันสูงและระบบน้ำร้อนทั่วไป เช่น การต่อเข้าเครื่องทำน้ำอุ่น ก๊อกน้ำแบบผสม ผนังท่อมีความหนากว่าแบบสีปกติเพื่อการรองรับแรงดันและการขยายตัวจากความร้อน
ท่อ PPR คาดแดง
ระบบชั้นแรงดันมักอยู่ที่ PN20 และเป็นท่อที่เสริมใยแก้วตรงกลาง (Fiber Composite) สามารถทนอุณหภูมิได้สูงสุด 95°C อย่างต่อเนื่อง รับแรงดันได้สูงสุด 20 บาร์ ถูกออกแบบมาสำหรับระบบน้ำร้อนแรงดันสูง โดยเฉพาะท่อน้ำร้อนระยะยาว โรงพยาบาลอาคารสูง ระบบท่อน้ำเย็นแบบ Chilled Water ท่อจากหม้อต้ม หากเป็นรุ่นที่เสริมใยแก้ว ท่อจะลดโอกาสการบิดโก่งเมื่อเจอความร้อนสูงเป็นเวลานานได้มากกว่าคาดขาวประมาณ 3 เท่า
ตารางเปรียบเทียบท่อ PPR แต่ละแบบ
รายการ | ไม่มีคาดสี / คาดน้ำเงิน | คาดขาว | คาดแดง |
ชั้นความดัน (PN) | PN10 (SDR11) | PN20 (SDR6) | PN20 (SDR6) Fiber |
แรงดันใช้งาน | สูงสุด 10 บาร์ | สูงสุด 20 บาร์ | สูงสุด 20 บาร์ |
อุณหภูมิใช้งาน | ประมาณ 3–60°C | สูงสุดถึง 95°C | สูงสุดถึง 95°C |
โครงสร้างพิเศษ | ผนังท่อเนื้อเดียว | ผนังท่อเนื้อเดียว | เสริมใยแก้ว (Fiber) ตรงกลางผนังท่อ |
การยืด/ขยายตัวเมื่อร้อน | มาตรฐาน | มาตรฐาน | ลดลงประมาณ 3 เท่า เมื่อเทียบกับคาดขาว |
งานที่เหมาะสม | ประปาน้ำเย็น น้ำอุ่นทั่วไป | น้ำร้อนในบ้าน ระยะเดินท่อสั้น-กลาง | น้ำร้อน ระยะเดินท่อยาว หรือระบบที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อย เช่น Chilled Water |
ท่อ PPR คาดขาวกับคาดแดง ต่างกันอย่างไร?
ข้อแตกต่างระหว่างท่อ PPR คาดขาวกับคาดแดง จะมีข้อแตกต่างด้วยกันหลัก ๆ 3 เรื่อง
- โครงสร้างภายในท่อ คาดขาวเป็นเนื้อพลาสติก PP-R80 ล้วน ส่วนคาดแดงมีชั้นใยแก้วเสริมตรงกลางผนังท่อ
- การยืด-หดตัวเมื่อเจอความร้อน คาดแดงยืดขยายตัวน้อยกว่าคาดขาวประมาณ 3 เท่า ทำให้แนวท่อนิ่งกว่าเมื่อใช้งานระยะยาว
- ความเหมาะสมของงาน คาดขาวเหมาะกับงานน้ำร้อนทั่วไปในบ้าน ระยะเดินท่อไม่ไกล ส่วนคาดแดงเหมาะกับงานที่เดินท่อระยะยาว หรือโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องการความเสถียรสูง
วิธีเลือกใช้ท่อ PPR คาดขาวหรือคาดแดงให้เหมาะกับการใช้งาน
การเลือกระหว่างท่อคาดขาวกับคาดแดงควรพิจารณาจากลักษณะงานจริง ไม่ใช่แค่ราคา เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาว
- ระยะทางเดินท่อ หากเดินท่อน้ำร้อนสั้นๆ ในบ้านทั่วไป ท่อคาดขาวก็เพียงพอ แต่หากเดินท่อยาวต่อเนื่อง ควรใช้คาดแดงเพื่อลดปัญหาท่อยืดโก่งงอ
- ลักษณะอาคารและโครงการ งานอาคารสูง โรงแรม โรงพยาบาล หรือโครงการที่ควบคุมคุณภาพเข้มงวด มักเลือกใช้ท่อคาดแดงเป็นมาตรฐาน
- งบประมาณ หากงบจำกัดและระยะเดินท่อไม่ไกล ท่อคาดขาวช่วยประหยัดต้นทุนได้โดยยังคงคุณภาพงานน้ำร้อนที่ดี
- ระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อย เช่น ระบบ Chilled Water หรือระบบที่มีรอบการทำความร้อน-เย็นสลับกัน ควรเลือกท่อคาดแดงเพื่อความทนทานของแนวท่อ
มาตรฐานท่อ PPR ที่ดี มีอะไรบ้าง?
นอกจากเรื่องคาดสีและชั้นความดันแล้ว มาตรฐานการผลิตก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่บอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของท่อ PPR โดยมาตรฐานสากลที่ควรมองหา ได้แก่
- DIN 8077 และ DIN 8078 มาตรฐานการผลิตท่อ PPR จากประเทศเยอรมนี รับรองโดย DVGW
- DIN 16962-5 มาตรฐานสำหรับข้อต่อ PPR
- BS 6920 Part II และ WRAS มาตรฐานความสะอาดจากสหราชอาณาจักร รับรองว่าใช้เป็นท่อน้ำดื่มได้อย่างปลอดภัย
เลือกท่อ PPR มาตรฐาน เลือก Thai Pipe Plus
สรุป ท่อ PPR มีกี่แบบ? ท่อ PPR จะมีทั้งหมด 3 แบบ แบ่งตามชั้นความดันและเส้นคาดสี แบบไม่มีคาดสี คาดขาว และคาดแดง การเลือกใช้ให้ถูกแบบจะช่วยให้ระบบท่อใช้งานได้อย่างมั่นคง มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยและมีความคุ้มค่าในระยะยาว
Thai Pipe Plus คือตัวแทนจำหน่ายท่อและข้อต่อ PPR แบรนด์ Thai PP-R และ RIFO อย่างเป็นทางการ ผลิตจากวัสดุมาตรฐานยุโรป พร้อมให้คำปรึกษาเรื่องการเลือกใช้ท่อ PPR คาดขาวหรือคาดแดงให้เหมาะกับหน้างานของคุณ
สนใจปรึกษาหรือขอใบเสนอราคาท่อ PPR โทร 095-829-5423 Line: @619nvcas
FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับท่อประเภทของท่อ PPR
ท่อ PPR ที่ผลิตจากเม็ดพลาสติก PP-R80 ทนความร้อนได้สูงสุดถึง 95 องศาเซลเซียส และรับแรงดันได้สูงสุด 20 บาร์ ในรุ่น PN20 ทั้งแบบคาดขาวและคาดแดง
ใช้แทนกันได้ในแง่การรับแรงดันและอุณหภูมิ เพราะทั้งสองแบบเป็น PN20 เหมือนกัน แต่หากเป็นงานที่เดินท่อระยะยาวหรือมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิบ่อย แนะนำให้ใช้คาดแดงเพื่อลดปัญหาท่อยืดขยายตัวในระยะยาว
วิธีที่ชัดเจนที่สุดคือดูที่หน้าตัดของท่อ หากเป็นคาดแดงแท้จะเห็นชั้นใยแก้ว (Fiber) แทรกอยู่กึ่งกลางผนังท่ออย่างชัดเจน บางยี่ห้ออาจมีชั้นไฟเบอร์บางมากหรือไม่มีเลยแม้จะคาดสีแดง จึงควรเลือกซื้อจากตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้
ภายใต้อุณหภูมิและแรงดันที่กำหนดตามมาตรฐาน DIN 8077/8078 ท่อ PPR มีอายุการใช้งานได้ยาวนานกว่า 50 ปี
ท่อ PPR เชื่อมต่อด้วยเครื่องเชื่อมท่อระบบความร้อน (Heat Fusion) โดยให้ความร้อนที่ปลายท่อและข้อต่อจนหลอมละลาย แล้วดันเข้าประกบกันจนเนื้อพลาสติกผสานเป็นเนื้อเดียวกัน ไม่ต้องใช้กาวหรือน้ำยาประสานท่อ